รู้สึกปากคอแห้งผากขณะพูดกับหญิงผิวสีที่กำลังมองลอดช่องพลาสติกมายังฉัน “ฉันมาตรวจเชื้อเอชไอวี”
ตาของเราจ้องกันลึกลงไปหลังจากพูดจบ สีหน้าของหล่อนยากจะประเมินผ่านช่องสี่เหลี่ยมนี้ ในขณะที่สีหน้ามั่นคงของฉันยังคงยืนหยัดอยู่ข้างๆ ขณะคิดในใจ ผู้หญิงคนนี้ต้องการอะไรจากฉัน? เหตุผล? ที่มาที่ไป?
หล่อนกดปลายปากกาดังคริก และถาม “หนูชื่ออะไรจ๊ะ?”
ฉันมองลงไปที่กระดาษสีขาวสะอาดสะอ้าน “มายา” ตามด้วยเสียงปากกาลากลงบนผิวกระดาษ แล้วหล่อนก็แนะให้ฉันไปนั่งรอ
โซฟาหนังสีเข้มมันขลับ ความรู้สึกแรก มันทั้งแข็งและชื้น แถมงี่เง่า
เมื่อไม่มีอะไรให้ต้องทำ ฉันจึงนั่งคิดถึงเรื่องตัวเองอย่างจริงจังภายในห้องที่เต็มไปด้วยความลับ ขณะที่หายใจเข้าออกนี้ เลือดในร่างอาจโสโครกแปดเปื้อนแล้วก็ได้ บอกตามตรง ฉันชักไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นในแบบที่ต้องการหรือไม่ ที่ไหนสักแห่งภายในความรู้สึกของฉันมีความกังวลอยู่เล็กๆ ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยที่ปั้นแต่งมาอย่างดีนั้น ไม่แน่ใจว่าความเป็นจริง ฉันจะแสดงออกอย่างไร หลายเดือนมานี้ฉันมักเก็บงำความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวเองไว้ลึกจนไม่มีใครสังเกตเห็น แม้แต่ตัวเองก็ด้วย
ฉันไม่ยอมรับว่ามีความกลัวมหาศาลอยู่ในหัว ดังนั้น เมื่ออารมณ์หรือความรู้สึกเหล่านั้นพยายามจะโผล่ออกมารบกวน ฉันจะเหยียบมันไว้ แสร้งปลอบใจตัวเอง ฉันไม่เป็นไร
ฉันเริ่มอีกครั้งด้วยการมองสำรวจรอบๆตัว ในห้องนั่งรอนี้เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารจากโปสเตอร์ แผ่นพับ ผนังเป็นสีขาวหยาบๆ ชวนให้นึกถึงหน้าหนาวช่วงเดือนธันวาคม เสียงรายการทอล์คโชว์จากทีวีที่มุมหนึ่งดังเข้าหู รู้สึกรำคาญใจ ฉันไม่อยากฆ่าเวลาด้วยการฟังเสียงแจ๋นๆไร้ประโยชน์พวกนี้ ฉันเกลียดเสียงที่ไร้ตัวตน มันทำให้ฉันกลัว
ผู้คนที่นั่งรอบข้างล้วนมีสีหน้ากังวลที่ปิดไม่มิด พวกเขาไม่มีพรสวรรค์เหมือนอย่างฉัน ที่ทำไม่ยินดียินร้ายกับการกลายสถานะตัวเองมาเป็นคนไข้ ผู้ชายคนหนึ่งตัวอ้วนฉุ นั่งอยู่ที่มุมห้อง ฉันมองดูเขาแคะจมูกตัวเองอย่างไร้มารยาท เสื้อคอปกสีแดงเหมือนมีคนมาอ้วกใส่ ฉันเบือนหน้าหนีแทบจะทันที อีกฝั่งของโซฟาตัวนี้เป็นผู้หญิงวัยทำงาน ผมสีอ่อนและจมูกโต ไม่มีอะไรน่าสนใจ นอกจากโรคที่เธออาจเป็นหลังได้รับการวินิจฉัย
ฉันเดินตามผู้หญิงอีกคนเข้าไปในห้อง ซึ่งก็คล้ายออฟฟิศของหมอทั่วๆไป แฟ้มเอกสารเป็นตั้ง กระดานตารางเวลานัด โต๊ะทำงานพร้อมด้วยกาแฟรสชาติห่วยอีกแก้ว
ฉันนั่งลงและรับแบบฟอร์มมากรอก รายละเอียดเล็กน้อยเรื่องชื่อและอายุ ที่เหลือปล่อยว่างเอาไว้ ฉันรู้ว่าแม่ผู้หญิงร่างใหญ่หน้าตาเหมือนหมูมากกว่าคน กำลังจะรีดเอาชีวิตส่วนตัวออกจากคอฉัน ฉันส่งมันคืนให้ หล่อนยกแก้วขึ้นดื่ม พลางชำเลืองมองที่แบบฟอร์มนั้น
“มายา เธออายุเท่าไหร่?”เสียงหล่อนอยู่ในระดับปานกลาง
“มันอยู่ในนั้น”ฉันสวนกลับ ลูบมือกับกางเกงผ้ายีนส์ มองเรื่อยเปื่อยที่หล่อน
“เคยนอนกับผู้ชายมากี่คน?”ปากฉันเผยอขึ้น เผยให้เห็นฟันหน้า50% “ทั้งหมดเลยเหรอ? ฉันจำไม่ได้หรอก”ถึงนี่จะเป็นความจริง แต่ฉันก็อดใส่น้ำเสียงเยาะหยันลงไปไม่ได้
“ได้โปรด เราต้องการข้อมูลเพื่อช่วยเธอ”ตาของหล่อนจ้องฉันเหมือนเวลาที่เด็กๆบังคับให้ใครบอกความจริง ฉันกัดปากพลางสงสัยว่าคนพวกนี้จะช่วยฉันจากเอดส์ได้ยังไง มันน่าขันที่การประนีประนอมกลายเป็นการโกหกหลอกลวง
“มองฉันสิ อย่างฉันควรจะนอนกับผู้ชายมาแล้วกี่คน”ความร้ายกาจของฉันเล่นงานกับทุกคน มันเป็นน้ำเสียงเยือกเย็นในแบบที่ฉันถนัด สีหน้าไร้อารมณ์ขันแบบที่ฉันชอบทำ ความเย็นชืดของฉันคล้ายผิวหน้าของมหาสมุทรที่กำลังจับตัวเป็นธารน้ำแข็ง “เอาเป็นว่าฉันนอนกับผู้ชายทุกคนยกเว้นพ่อ เขาไม่มีน้ำยา”ฉันพูดเรื่อยๆ สีหน้าเรียบเฉย ดูเหมือนยัยคนนี้ไม่มีอารมณ์ขันเหมือนกันกับฉัน หล่อนกระแอมเป็นสัญญาณเตือน
“ได้ป้องกันหรือเปล่า?”
“เปล่า ฉันถึงมานี่ไง”ฉันชักสีหน้า
“เคยมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหรือเปล่า?”
ฉันสงสัยว่าใคร หรืออะไรเป็นตัวกำหนดคำถามเหล่านี้ คล้ายกับตัวชี้วัดทางสังคมที่ไร้ประโยชน์ มันควรจะเป็น ยื่นแขนมาสิ ฉันจะเจาะเอาเลือดเธอไปเข้าแล็ป ไม่ใช่หรือ? ถึงยังไงก็ต้องทำงั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าฉันจะเคยเล่นประตูหลังหรือไม่ได้เล่น
“เคย”ฉันตอบพร้อมทั้งมองดูหล่อนเขียนขยุกขยิกลงไป ข้างในรู้สึกแปลกๆ
“กับผู้ชายกี่คน?”คราวนี้หล่อนไม่ยอมมองหน้าฉัน
“เอ่อ สองสามคน”ฉันลังเลเป็นหนแรก มองดูโปสเตอร์องค์ประกอบภายในของอวัยวะเพศชาย ทำไมพวกเขาไม่เอารูปตอนที่มันตั้ง ฉันว่าแบบนั้นคงน่าสนใจกว่า ฉันเคยเห็นของของพวกเขาเฉพาะตอนที่มันตั้ง แถมจริงๆพวกผู้ชายก็เสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำให้มันตั้งแข็ง ชูชันเป็นตัวตลกในคณะละครสัตว์
“พวกเขาสวมถุงยางไหม?”
“คงงั้น”ฉันมองมือตัวเอง คิดถึงใบหน้าเลือนรางของผู้ชายพวกนั้นที่ฉันจัดให้อยู่ในประเภทต่ำทราม ได้ยินเสียงหล่อนถอนหายใจ
“วันนี้เราจะเจาะเลือดเธอไปตรวจนะ มายา อีก7วันกลับมาที่นี่ เราจะมาฟังผลตรวจกัน”