2555/01/26

chapter2

  
เป็นเวลาร่วม2ชั่วโมง ที่เท้าสองข้างพาฉันเดินไปตามถนนสายต่างๆ ความคิดเรื่องครอบครัวแตกแยกตามติดมาด้วย ครอบครัวของฉัน และในที่สุด มันก็จะกลายเป็นแค่ระบบสนับสนุน ฉันต้องไปอยู่บ้านพ่อช่วงสุดสัปดาห์ และติดแหงกอยู่กับแม่อีก5วัน
แม่ที่พยายามทำเหมือนว่าเราเป็นครอบครัว สวย ผอม และมีความสุข
ฉันเวียนศีรษะเพราะอาการแพ้แสงแดดเริ่มส่อเค้า จึงหยุดยืนที่ป้ายโฆษณาข้าวโพด
เมื่อรถประจำทางจอดรับ รู้ได้ทันที ฉันถูกต้อนเข้าสู่ที่ๆผู้คนยืนเบียดเสียดเหมือนปลากระป๋อง พวกเขาไม่เพียงแต่แปลกหน้า แต่ยังมักทำให้ฉันอึดอัด เพราะฉันแพ้แดดจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาอยู่กลางแจ้งมากนัก ดังนั้นฉันจึงเข้าสังคมไม่เก่ง
ฉันลงที่ถนนเส้นเดียวกับถนนของหมู่บ้านรถเทรลเลอร์ เพื่อนของฉันอยู่ที่นั่น เอริก้า เธอเป็นทุกอย่างที่ฉันอยากเป็น รักอิสระ แกร่งกล้า สร้างกฎของตัวเอง และไร้ซึ่งความกลัว
ความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างเราอาจหมายรวมถึงการมีส่วนรับรู้ในเรื่องขำขันและความลับส่วนตัว เธอเป็นประเภทสาวใจกล้า ในกรณีของเอริก้า เธอคือลูกสาวใจถึงขโมยผู้ชายของแม่ ฉันใช้คำนั้น
เธอจัดการเล่าหมดเปลือกขณะมือขวาคีบบุหรี่มวนกัญชา มันเป็นสุดสัปดาห์ในความมืดของเราสองคน เอริก้าดื่มทุกอย่างตรงหน้า ส่วนฉันไม่แตะสักอย่าง  
มันเริ่มที่ แม่เธอแต่งงานใหม่กับชายชาวเปอร์โตริกัน เขาเริ่มแตะต้องเธอ ที่อายุ11 ในขณะนั้น แม้ทางสายเลือดเธอกับเขาจะไม่ใช่พ่อลูกกัน แต่ในทางกฎหมายเขาคือพ่อ ดังนั้น เมื่อเรื่องแดง เขาถูกแจ้งจับ ศาลตัดสินให้เขาเข้าคุก และเมื่อพ้นโทษ ก็ไม่อนุญาตให้อยู่ร่วมกับผู้เยาว์ ดังนั้นเธอจึงมาจบที่บ้านรถ
ไม่อยากเชื่อ แม่เลือกไอ้ยิวนั่นแทนการอยู่กับลูกสาวอย่างฉันพูดจบ เธอก็บรรจงวางเม็ดยาแวเลียมที่ลิ้น รอคอยการมาของมัน และเมื่อยาออกฤทธิ์ เธอก็ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นดั่งเวทมนต์
ฉันเคาะประตูที่รถบ้านของเธอ ดอกทานตะวันเหี่ยวเฉาใกล้กับบันไดค่อนข้างเก่ามอซอ แทนความรู้สึกของฉันได้ดี                เธอเปิดรับพร้อมด้วยรอยยิ้ม ฉันเดินผ่านเข้าไปโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ พบเด็กหนุ่มท่าทางขี้ยาสองคน นั่งเอกเขนกบนโซฟาสีเขียวมะนาวอันคุ้นตา กลิ่นกำยานคลุ้งในอากาศ  
เพื่อนรัก ฉันต้องการเธอพอดี เรากำลังปาร์ตี้แบบไม่ครบคู่กันอยู่เธอพูดแบบคนลิ้นคับปาก เสียงเหวอหวาของเธอทำเอาฉันต้องหันกลับไปมอง กลิ่นแหลมแสบจมูกของแอลกอฮอล์ทำฉันเวียนหัว ควันสีขาวลอยผ่านหน้าไป มันคละเคล้าเข้าด้วยกัน
กลิ่นหอมหวานของกัญชาเรียกฉันเดินเข้าไปหา  ชายสองคนพูดเชิญชวน ฉันมองที่ปลายมือและกระโดดเข้าร่วมวงหลังจากนั้น

chapter1



มันเป็นวันเสาร์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ จำได้ว่าแดดส่องลอดหน้าต่างเข้ามาที่ครัว ฉันนั่งทานมื้อเช้ากับพ่อ รายละเอียดสิ่งของบนโต๊ะ ไม่มีอะไรสลักสำคัญ
แม่เดินเข้ามาพร้อมกลิ่นน้ำยาหมักผมที่ใช้ประจำ ยืนข้างๆพ่อ และโน้มหน้าลงไปจูบ ตอนนั้นฉันคิดไปว่า วันนี้ ก็เหมือนเมื่อวาน ฉันจะใส่เสื้อผ้าหนาๆ ออกเดิน  ไปที่ลำธาร ..
แต่ผิดถนัด แม้ทุกอย่างจะดูคล้ายความรัก
ทั้งสองสบตากันตอนที่แม่นั่งลง ฉันยกแก้วนมขึ้นดื่ม ไม่ได้เอะใจอะไร  แต่แล้ว โลกของฉันหยุดนิ่ง เมื่อพ่อกับแม่พูดว่า พวกเขาตัดสินใจแยกทางกัน เป็นทางออกที่ดีที่สุด...
กับความจริงที่เลวร้ายได้เอ่อล้นขึ้นมาถึงคอ ฉันก้มลงมองชามซีเรียลแทนการมองพวกเขาคนใดคนหนึ่ง ควานหาเสียงไม่พบ เม้มปากแน่น รับรู้ได้ถึงรสชาติ ถึงความรู้สึกที่ซ่อนเร้นอยู่ข้างในเมื่อต้องเผชิญกับครอบครัวแตกแยก
ภาวนาให้ฝันร้ายนี้ผ่านไปเสียที โปรดสะกิดฉันให้ตื่นขึ้นมารับเอาพรจากหัตถ์ของพระเจ้า ตื่นขึ้นมาพบเจอความสุขของวันใหม่
นั่นคือวันใหม่ ของฉัน รูปโฉมใหม่ที่มาด้วยราคาแพงหรา จ่ายมันทั้งหมดด้วยเศษซากชีวิตที่เหลือ
ฉันไม่สามารถบดบังชั่วขณะแห่งความจริงและความเจ็บปวดนั้นได้  ชำเลืองมองพ่อ ตามด้วยแม่ เสียงของพวกเขาไม่สามารถผ่านเข้ามาในความคิดของฉันได้ ฉันนั่งนิ่ง ตรึกตรองกับเรื่องที่เพิ่งเกิด ความจริงที่ว่าพ่อแม่ลงมากินอาหารเช้า ยิ้มใส่หน้ากัน จากนั้นก็แยกทางกัน และเหลือชามไว้ให้ฉันล้าง ความคิดนี้ทำร้ายฉัน
ทางที่พ่อกับแม่เคยเดินด้วยกันมีหนูบ้างไหม? แล้วตอนนี้ล่ะ หนูควรไปอยู่ที่ถนนเส้นไหน?ฉันคิดว่าไม่มีที่ให้อยู่ มันก็ยังดีกว่าการที่ต้องขยายขาและเดินถ่างควบทั้งสองทาง ต้องวุ่นกับการวิ่งไปมาระหว่างบ้านสองหลัง หรือแย่กว่านั้น พ่อหรือแม่เลี้ยง
ตาฉันแสบร้อนเพราะความเจ็บปวด สถานการณ์ที่รายล้อมทำให้หายใจไม่ออก 
ฉันยืนมองดูพวกเขา รู้สึกถึงเนื้อไม้หยาบๆของเก้าอี้ที่ขา ทนไม่ได้กับการเสแสร้งนี้  พวกเขามีความสุขในความสิ้นหวังของฉัน     พ่อแม่ กุมภาระของตัวเองและโลกไว้ในอุ้งมือแล้วผลักลงบนไหล่ฉัน
ตอนนั้น คิดแต่เพียงว่าฉันต้องไป ออกไปให้พ้นจากชายคาบ้านหลังนี้  ฉันออกเดินทั้งที่หัวยังว่างเปล่า ความสับสนและโลกทับถมฉันทันที 

2555/01/23

โผล่พ้นความมืด

รู้สึกปากคอแห้งผากขณะพูดกับหญิงผิวสีที่กำลังมองลอดช่องพลาสติกมายังฉัน ฉันมาตรวจเชื้อเอชไอวี
ตาของเราจ้องกันลึกลงไปหลังจากพูดจบ สีหน้าของหล่อนยากจะประเมินผ่านช่องสี่เหลี่ยมนี้ ในขณะที่สีหน้ามั่นคงของฉันยังคงยืนหยัดอยู่ข้างๆ ขณะคิดในใจ ผู้หญิงคนนี้ต้องการอะไรจากฉัน? เหตุผล? ที่มาที่ไป?  
หล่อนกดปลายปากกาดังคริก และถาม หนูชื่ออะไรจ๊ะ?
ฉันมองลงไปที่กระดาษสีขาวสะอาดสะอ้าน มายา ตามด้วยเสียงปากกาลากลงบนผิวกระดาษ แล้วหล่อนก็แนะให้ฉันไปนั่งรอ
โซฟาหนังสีเข้มมันขลับ ความรู้สึกแรก มันทั้งแข็งและชื้น แถมงี่เง่า
เมื่อไม่มีอะไรให้ต้องทำ ฉันจึงนั่งคิดถึงเรื่องตัวเองอย่างจริงจังภายในห้องที่เต็มไปด้วยความลับ ขณะที่หายใจเข้าออกนี้ เลือดในร่างอาจโสโครกแปดเปื้อนแล้วก็ได้ บอกตามตรง ฉันชักไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นในแบบที่ต้องการหรือไม่ ที่ไหนสักแห่งภายในความรู้สึกของฉันมีความกังวลอยู่เล็กๆ ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยที่ปั้นแต่งมาอย่างดีนั้น ไม่แน่ใจว่าความเป็นจริง ฉันจะแสดงออกอย่างไร หลายเดือนมานี้ฉันมักเก็บงำความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวเองไว้ลึกจนไม่มีใครสังเกตเห็น แม้แต่ตัวเองก็ด้วย
ฉันไม่ยอมรับว่ามีความกลัวมหาศาลอยู่ในหัว ดังนั้น เมื่ออารมณ์หรือความรู้สึกเหล่านั้นพยายามจะโผล่ออกมารบกวน ฉันจะเหยียบมันไว้ แสร้งปลอบใจตัวเอง ฉันไม่เป็นไร
ฉันเริ่มอีกครั้งด้วยการมองสำรวจรอบๆตัว ในห้องนั่งรอนี้เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารจากโปสเตอร์ แผ่นพับ ผนังเป็นสีขาวหยาบๆ ชวนให้นึกถึงหน้าหนาวช่วงเดือนธันวาคม เสียงรายการทอล์คโชว์จากทีวีที่มุมหนึ่งดังเข้าหู รู้สึกรำคาญใจ ฉันไม่อยากฆ่าเวลาด้วยการฟังเสียงแจ๋นๆไร้ประโยชน์พวกนี้ ฉันเกลียดเสียงที่ไร้ตัวตน มันทำให้ฉันกลัว
ผู้คนที่นั่งรอบข้างล้วนมีสีหน้ากังวลที่ปิดไม่มิด พวกเขาไม่มีพรสวรรค์เหมือนอย่างฉัน ที่ทำไม่ยินดียินร้ายกับการกลายสถานะตัวเองมาเป็นคนไข้  ผู้ชายคนหนึ่งตัวอ้วนฉุ นั่งอยู่ที่มุมห้อง ฉันมองดูเขาแคะจมูกตัวเองอย่างไร้มารยาท เสื้อคอปกสีแดงเหมือนมีคนมาอ้วกใส่ ฉันเบือนหน้าหนีแทบจะทันที  อีกฝั่งของโซฟาตัวนี้เป็นผู้หญิงวัยทำงาน ผมสีอ่อนและจมูกโต ไม่มีอะไรน่าสนใจ นอกจากโรคที่เธออาจเป็นหลังได้รับการวินิจฉัย
ฉันเดินตามผู้หญิงอีกคนเข้าไปในห้อง ซึ่งก็คล้ายออฟฟิศของหมอทั่วๆไป แฟ้มเอกสารเป็นตั้ง กระดานตารางเวลานัด โต๊ะทำงานพร้อมด้วยกาแฟรสชาติห่วยอีกแก้ว  
ฉันนั่งลงและรับแบบฟอร์มมากรอก รายละเอียดเล็กน้อยเรื่องชื่อและอายุ ที่เหลือปล่อยว่างเอาไว้ ฉันรู้ว่าแม่ผู้หญิงร่างใหญ่หน้าตาเหมือนหมูมากกว่าคน กำลังจะรีดเอาชีวิตส่วนตัวออกจากคอฉัน   ฉันส่งมันคืนให้ หล่อนยกแก้วขึ้นดื่ม พลางชำเลืองมองที่แบบฟอร์มนั้น
มายา เธออายุเท่าไหร่?”เสียงหล่อนอยู่ในระดับปานกลาง
มันอยู่ในนั้นฉันสวนกลับ ลูบมือกับกางเกงผ้ายีนส์ มองเรื่อยเปื่อยที่หล่อน
เคยนอนกับผู้ชายมากี่คน?ปากฉันเผยอขึ้น เผยให้เห็นฟันหน้า50% ทั้งหมดเลยเหรอ? ฉันจำไม่ได้หรอกถึงนี่จะเป็นความจริง แต่ฉันก็อดใส่น้ำเสียงเยาะหยันลงไปไม่ได้
ได้โปรด เราต้องการข้อมูลเพื่อช่วยเธอตาของหล่อนจ้องฉันเหมือนเวลาที่เด็กๆบังคับให้ใครบอกความจริง ฉันกัดปากพลางสงสัยว่าคนพวกนี้จะช่วยฉันจากเอดส์ได้ยังไง มันน่าขันที่การประนีประนอมกลายเป็นการโกหกหลอกลวง
มองฉันสิ อย่างฉันควรจะนอนกับผู้ชายมาแล้วกี่คนความร้ายกาจของฉันเล่นงานกับทุกคน มันเป็นน้ำเสียงเยือกเย็นในแบบที่ฉันถนัด สีหน้าไร้อารมณ์ขันแบบที่ฉันชอบทำ ความเย็นชืดของฉันคล้ายผิวหน้าของมหาสมุทรที่กำลังจับตัวเป็นธารน้ำแข็ง เอาเป็นว่าฉันนอนกับผู้ชายทุกคนยกเว้นพ่อ เขาไม่มีน้ำยาฉันพูดเรื่อยๆ สีหน้าเรียบเฉย ดูเหมือนยัยคนนี้ไม่มีอารมณ์ขันเหมือนกันกับฉัน หล่อนกระแอมเป็นสัญญาณเตือน
ได้ป้องกันหรือเปล่า?
เปล่า ฉันถึงมานี่ไงฉันชักสีหน้า
เคยมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหรือเปล่า?
ฉันสงสัยว่าใคร หรืออะไรเป็นตัวกำหนดคำถามเหล่านี้ คล้ายกับตัวชี้วัดทางสังคมที่ไร้ประโยชน์  มันควรจะเป็น ยื่นแขนมาสิ ฉันจะเจาะเอาเลือดเธอไปเข้าแล็ป ไม่ใช่หรือ? ถึงยังไงก็ต้องทำงั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าฉันจะเคยเล่นประตูหลังหรือไม่ได้เล่น
เคยฉันตอบพร้อมทั้งมองดูหล่อนเขียนขยุกขยิกลงไป ข้างในรู้สึกแปลกๆ
กับผู้ชายกี่คน?คราวนี้หล่อนไม่ยอมมองหน้าฉัน
เอ่อ สองสามคนฉันลังเลเป็นหนแรก มองดูโปสเตอร์องค์ประกอบภายในของอวัยวะเพศชาย ทำไมพวกเขาไม่เอารูปตอนที่มันตั้ง ฉันว่าแบบนั้นคงน่าสนใจกว่า ฉันเคยเห็นของของพวกเขาเฉพาะตอนที่มันตั้ง แถมจริงๆพวกผู้ชายก็เสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำให้มันตั้งแข็ง ชูชันเป็นตัวตลกในคณะละครสัตว์
พวกเขาสวมถุงยางไหม?
คงงั้นฉันมองมือตัวเอง คิดถึงใบหน้าเลือนรางของผู้ชายพวกนั้นที่ฉันจัดให้อยู่ในประเภทต่ำทราม ได้ยินเสียงหล่อนถอนหายใจ
วันนี้เราจะเจาะเลือดเธอไปตรวจนะ มายา อีก7วันกลับมาที่นี่ เราจะมาฟังผลตรวจกัน